
เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับเกียรติเป็นวิทยากรร่วมเสวนาและอภิปราย เรื่อง Funding for impact : จัดสรรทุนวิจัยให้ตอบโจทย์ Climate Change ภายในงานสัมมนาเผยแพร่กรอบและแผนงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศของประเทศ พ.ศ. 2570 – 2575 ซึ่งจัดโดย กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ณ โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย ดร.จิตติ มังคละศิริ รองผู้อำนวยการ บพค.
เวทีเสวนาดังกล่าวเป็นการเปิดพื้นที่ให้หน่วยบริหารจัดการทุนร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการใช้กลไกทุนวิจัยและนวัตกรรมในการรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา นักวิจัย และผู้ทรงคุณวุฒิ กว่า 200 คน


ดร.ณิรวัฒน์ฯ ได้กล่าวถึงบทบาทสำคัญในการสนับสนุนทุนวิจัยนำไปสู่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง เริ่มจากการพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า การสร้างต้นแบบและ Technology Platform การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง ตลอดจนการเชื่อมโยงภาควิจัย ภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และเครือข่ายต่างประเทศ เพื่อผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้งานจริงและตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ โดย บพค. มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนและเทคโนโลยีพลังงานเปลี่ยนผ่านเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero เช่น เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS), เทคโนโลยีไฮโดรเจน เทคโนโลยีฟิวชั่นและพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)
ขณะเดียวกัน บพค. ยังสนับสนุนการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้าง Climate Resilience โดยบูรณาการเทคโนโลยี Earth–Space เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ และการเกษตร มุ่งพัฒนาฐานข้อมูล ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ และกำลังคนที่สามารถนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ไปใช้แก้ปัญหาเชิงพื้นที่ของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รวมถึงการสนับสนุนงานวิจัยเพื่อรับมือวิกฤตการปนเปื้อนสารหนูในลุ่มน้ำกก จังหวัดเชียงราย ซึ่งผสานการวิเคราะห์ระดับจุลภาคด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ข้อมูลภาคสนาม ข้อมูลดาวเทียม และ GIS เพื่อระบุพิกัด ชนิดและความเสี่ยงของสารหนู รวมถึงจัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงเชิงพื้นที่และเวลา มากไปกว่านั้นข้อมูลจากการวิจัยสามารถนำไปใช้ประกอบการพิจารณาและกำหนดมาตรการเชิงนโยบาย ช่วยเพิ่มเติมข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจของภาครัฐ พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาวัสดุดูดซับและระบบกรองต้นแบบสำหรับลดการปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนักในแหล่งน้ำเพื่อการใช้งานจริงในชุมชน
ในมิติด้านการต่างประเทศ บพค. ขยายความร่วมมือในสาขาที่เกี่ยวข้อง เช่น Thailand–Germany Bilateral Calls for Research Proposals ด้าน Renewable Energy, Hydrogen & Fuel Cells, Battery Technologies และ Energy Grids เพื่อเชื่อมศักยภาพงานวิจัยของไทยกับเครือข่ายนวัตกรรมระดับนานาชาติ
ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.อำนาจ ชิดไธสง ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานและเผยแพร่การวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า วช. ได้มุ่งเน้นการสนับสนุนทุนวิจัยในแผนงาน “การปรับตัวและการรับมือภัยพิบัติ” (Adaptation) เพื่อประเมินมูลค่าความสูญเสีย (Loss and Damage) ของธรรมชาติ พร้อมเสนอโมเดล “IPCC เมืองไทย” ที่สนับสนุนและป้อนข้อมูลเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์ (Science-based Evidence) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานนโยบายภาครัฐและเครือข่ายนักวิจัย เพื่อนำข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างมีทิศทาง

ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.จินตวัฒน์ ไชยชนะวงศ์ ที่ปรึกษาแผนงานเศรษฐกิจหมุนเวียน หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) กล่าวถึงภารกิจในการเป็น “ตัวกลางและปลายน้ำ” เพื่อผลักดันผลงานวิจัยที่มีความพร้อมจากห้องปฏิบัติการ (ตั้งแต่ TRL 4 ขึ้นไป) สู่นวัตกรรมในภาคอุตสาหกรรม โดยขับเคลื่อนผ่านความร่วมมือและการร่วมลงทุนร่วมกับภาคเอกชน ตัวอย่างโครงการที่เห็นผลชัดเจนและสามารถสร้างผลประโยชน์ร่วมได้อย่างเป็นธรรมคือ ซีรีส์ “เลิกเผา เป๋าตุง” ที่เข้ามาเปลี่ยนวิกฤตฝุ่นควัน PM 2.5 ทางภาคเหนือ โดยนำนวัตกรรมมาแปรรูปเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นพลังงานทดแทน พร้อมสร้างกลไกจับคู่ธุรกิจรับซื้อชีวมวลจากชาวบ้านเพื่อรับประกันรายได้ในช่วงเปลี่ยนผ่านพฤติกรรม นอกจากนี้ บพข. ยังได้สนับสนุนทุนวิจัยเพื่อร่วมกับ SCG สร้าง “ระบบกักเก็บพลังงานความร้อน” (Thermal Battery) ขนาด 33 เมกะวัตต์ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนโดยใช้วัตถุดิบในประเทศกว่า 80% รวมถึงแพลตฟอร์มตรวจทวนสอบคาร์บอนเครดิตอัจฉริยะ AI Carbon Auditor เพื่ออำนวยความสะดวกและลดค่าใช้จ่ายแก่ผู้ประกอบการไทย
การเสวนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการขับเคลื่อนงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศที่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำในการสร้างองค์ความรู้ กลางน้ำในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ไปจนถึงปลายน้ำในการนำไปใช้จริงในเชิงนโยบาย ภาคอุตสาหกรรม และพื้นที่ โดยแต่ละหน่วยบริหารจัดการทุนมีบทบาทที่เชื่อมโยงและเสริมกัน เพื่อให้การลงทุนด้านวิจัยและนวัตกรรมสามารถตอบโจทย์ทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อผลกระทบจาก Climate Change และการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ที่มุ่งผลักดันให้ผลงานวิจัยสามารถต่อยอดไปสู่การใช้ประโยชน์จริง และการสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างยั่งยืน