
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ บพค. เดินทางเข้าร่วมและติดตามความก้าวหน้าของโครงการวิจัยภายใต้แผนงานย่อย N49 (S4P23) พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือนานาชาติ (Global Partnership) ณ สหราชอาณาจักร
เดินทางร่วมกับคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย รศ. ดร.สุพฤทธิ์ ตั้งพฤทธิ์กุล หัวหน้าศูนย์วิจัยการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์เชียงใหม่ และหัวหน้าโครงการวิจัยทุน ISPF พร้อมด้วยคณะทำงานจากภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมถึง Assoc. Prof. Dr David Harbottle อาจารย์ประจำ University of Leeds โดยเข้าพบและหารือกับผู้แทนจากกระทรวงความมั่นคงด้านพลังงานและการปล่อยคาร์บอนสุทธิแห่งสหราชอาณาจักร(Department for Energy Security and Net Zero: DESNZ) ณ กรุงลอนดอน เพื่อแลกเปลี่ยนความก้าวหน้าด้านกฎหมาย กฎระเบียบ กลไกกำกับดูแล และกลไกสนับสนุนการพัฒนา Carbon Capture and Storage (CCS) และ Carbon Capture, Utilisation and Storage (CCUS) ระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักร

การหารือในครั้งนี้มีผู้แทนจาก DESNZ นำโดย Ms. Kate Pilling, Senior CCUS Policy Lead พร้อมด้วยคณะผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบาย กฎหมาย กฎระเบียบ และกลไกทางการเงินสำหรับการพัฒนา CCUS ของสหราชอาณาจักร ให้การต้อนรับและร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก โดย รศ. ดร.สุพฤทธิ์ ตั้งพฤทธิ์กุล ได้นำเสนอความก้าวหน้าของประเทศไทยภายหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับสหราชอาณาจักรเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งครอบคลุมการทบทวนกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับ CCS การดำเนินงานของคณะทำงานภายใต้ Thailand Carbon Capture, Utilisation and Storage Alliance (TCCA) ตลอดจนการผลักดันประเด็น CCS/CCUS เข้าสู่กลไกระดับชาติ ทั้งนี้ คณะนักวิจัยได้ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนา CCS ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับภาคพลังงานและอุตสาหกรรม แต่ยังมีความท้าทายสำคัญด้านการจัดวางกฎหมาย กฎระเบียบ หน่วยงานกำกับดูแล และกลไกทางการเงินให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การดักจับ การขนส่ง การสำรวจแหล่งกักเก็บ การอัดฉีด การติดตามตรวจวัด ไปจนถึงความรับผิดภายหลังการปิดโครงการ
ในส่วนของ DESNZ ได้ถ่ายทอดบทเรียนและประสบการณ์ของสหราชอาณาจักรในการพัฒนา CCS ในฐานะเครื่องมือสำคัญสำหรับลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมและพลังงานที่ลดการปล่อยได้ยาก โดยสหราชอาณาจักรได้พัฒนาแนวทางผ่านการจัดตั้งคลัสเตอร์ CCS ในพื้นที่อุตสาหกรรมสำคัญ เช่น HyNet และ East Coast Cluster รวมถึงโครงการลำดับถัดไป เช่น Viking และ Acorn โดยมีการกำหนดบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ ทั้ง DESNZ ในฐานะหน่วยงานกำหนดนโยบายและขับเคลื่อนโครงการ Ofgem ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลด้านเศรษฐกิจสำหรับเครือข่ายขนส่งและกักเก็บ Low Carbon Contracts Company (LCCC) ในฐานะคู่สัญญาของกลไกสนับสนุนทางการเงิน และภาคอุตสาหกรรมในฐานะผู้พัฒนา ลงทุน และดำเนินโครงการ นอกจากนี้ DESNZ ยังได้แลกเปลี่ยนบทเรียนสำคัญด้านการออกแบบกฎหมาย การออกใบอนุญาตการขนส่งและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ มาตรฐานการดำเนินงาน การบริหารความเสี่ยงระยะยาว รวมถึงแนวทางการจัดตั้งกองทุนเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายในการปิดโครงการ การรื้อถอน และการดูแลภายหลังการปิดแหล่งกักเก็บ

ผลจากการประชุมครั้งนี้ทำให้ บพค. และคณะทำงานฝ่ายไทยได้รับองค์ความรู้และบทเรียนเชิงนโยบายที่สำคัญต่อการพัฒนา CCUS ของประเทศไทย โดยเฉพาะการออกแบบกลไกกำกับดูแลที่มีหน่วยงานหลักรับผิดชอบอย่างชัดเจน การพัฒนากฎหมายหรือการปรับปรุงกฎหมายเดิมให้รองรับกิจกรรม CCS อย่างครบถ้วน การสร้างกลไกทางการเงินที่สามารถจูงใจการลงทุนจากภาคเอกชน และการสื่อสารประโยชน์ของ CCS/CCUS ในมิติทางเศรษฐกิจ เช่น การรักษาฐานอุตสาหกรรม การลดความเสี่ยงจาก deindustrialisation การสร้างงาน การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และการสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำในระยะยาว
ทั้งนี้ บพค. ยังได้เสนอแนวคิดการพัฒนาความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนบุคลากรภาครัฐ เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ไทยจากหน่วยงานด้านพลังงาน กฎหมาย งบประมาณ และการกำกับดูแล ได้เรียนรู้กระบวนการทำงานจากหน่วยงานของสหราชอาณาจักรโดยตรง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนากำลังคนด้านนโยบาย การบริหารจัดการเทคโนโลยีขั้นสูง และการขับเคลื่อน CCUS ของประเทศไทยให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
