
เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร บพค. เข้าร่วมการประชุมประจำปี Global Research Council (GRC) ครั้งที่ 14 ประจำปี 2569 ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพมหานคร จัดโดย Thailand RISE Fund หรือ กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับ Natural Sciences and Engineering Research Council of Canada (NSERC) ประเทศแคนาดา ระหว่างวันที่ 18–22 พฤษภาคม 2569
ภายในงานได้รับเกียรติจาก ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วย รมต.ประจำกระทรวง อว. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. Prof. Dr. Alejandro Adem ประธาน Governing Board ของ Global Research Council (GRC) และ President of Natural Sciences and Engineering Research Council of Canada (NSERC) , H.E. Ms. Ping Kitnikone เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด อว. หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมจาก 38 ประเทศ ตลอดจนคณะผู้แทนทางการทูตจาก 70 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและกำหนดทิศทางความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมระดับนานาชาติ
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความท้าทายใหม่จากทั้งภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ทำให้การพัฒนาและใช้เทคโนโลยี รวมถึง AI ต้องดำเนินควบคู่ไปกับความรับผิดชอบ จริยธรรม และการคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและชุมชน เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม
รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวเพิ่มเติมว่า การสร้างระบบวิจัยที่เข้มแข็ง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างระบบนิเวศที่เปิดกว้าง เอื้อต่อความร่วมมือ และเปิดพื้นที่ให้คนจากหลากหลายสาขาได้ทำงานร่วมกัน เพราะความหลากหลายทางความคิดจะนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ โดย Open Science จะเข้ามามีส่วนสำคัญอย่างมาก เพราะจะช่วยเปิดโอกาสให้เกิดการเข้าถึงองค์ความรู้ การแบ่งปันข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และทรัพยากรด้านวิจัยร่วมกัน ซึ่งจะช่วยเร่งการพัฒนาวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ประเทศต่าง ๆ สามารถร่วมกันแก้ปัญหาระดับโลก

“การประชุม GRC 2026 จะเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการสร้างความร่วมมือ แลกเปลี่ยนแนวคิด และร่วมกันกำหนดทิศทางของระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของโลก เพื่อให้สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม เราไม่สามารถหยุดการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ แต่เราร่วมกันกำหนดทิศทางของเทคโนโลยีให้ถูกใช้เพื่อมนุษย์และสังคมได้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
ด้าน ศ.ดร.สมปอง กล่าวว่า การประชุม GRC 2026 สะท้อนบทบาทความร่วมมือระหว่างประเทศในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) โดยปีนี้มุ่งหารือ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ “Open Science” และ “Research for Sustainable Communities” เพื่อรับมือความท้าทายสำคัญของโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำ ความมั่นคงด้านอาหาร สุขภาพ และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี

“การประชุม GRC 2026 จะเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการสร้างความร่วมมือ แลกเปลี่ยนแนวคิด และร่วมกันกำหนดทิศทางของระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของโลก เพื่อให้สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม เราไม่สามารถหยุดการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ แต่เราร่วมกันกำหนดทิศทางของเทคโนโลยีให้ถูกใช้เพื่อมนุษย์และสังคมได้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
ด้าน ศ.ดร.สมปอง กล่าวว่า การประชุม GRC 2026 สะท้อนบทบาทความร่วมมือระหว่างประเทศในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) โดยปีนี้มุ่งหารือ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ “Open Science” และ “Research for Sustainable Communities” เพื่อรับมือความท้าทายสำคัญของโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำ ความมั่นคงด้านอาหาร สุขภาพ และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี

ขณะที่ Prof. Dr. Alejandro Adem ระบุว่า ความร่วมมือพหุภาคีและองค์กรบริหารทุนวิจัยมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อน ววน. ของโลก โดยเฉพาะในช่วงที่โลกเผชิญความท้าทายซับซ้อนร่วมกัน พร้อมผลักดันประเด็น Open Science การวิจัยเพื่อชุมชนยั่งยืน และการพัฒนาระบบนิเวศวิจัยที่เปิดกว้างและเท่าเทียม
ด้าน H.E. Ms. Ping Kitnikone กล่าวว่า แคนาดาจะสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรวิจัยและการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและนักวิจัยระหว่างสองประเทศ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระยะยาว
บพค. ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีบทบาทภารกิจในการสร้างความร่วมมือและการร่วมลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง พร้อมเดินหน้าพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือนานาชาติอย่างต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถของประเทศและการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างยั่งยืน