บพค. ร่วมแถลงข่าว “Quick Win อว. : 60 วันแห่งความสำเร็จ” ชู 5 ผลงานเด่น โดรนคนละครึ่งพลัส – วิทย์พิชิตภัยช่วยน้ำท่วมใต้ – มหาวิทยาลัยสีเขียว – Upskill–Reskill ช่วยคนตกงาน – AI love U เร่งพลังอนาคตไทย

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงข่าว “Quick Win อว. : 60 วันแห่งความสำเร็จ” พร้อมด้วย น.ส.พิมพ์พร ชีวานันท์ เลขานุการ รมว.อว. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง และผู้บริหารกระทรวง อว. โดยมี ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) และคณะผู้บริหาร บพค. เข้าร่วมแถลงข่าว ณ ห้องประชุมชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (โยธี)
นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า หลังจากที่ตนได้แถลงนโยบายเมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่ง รมว. กระทรวง อว. เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2568 ที่ผ่านมาว่าจะเร่งดำเนินนโยบาย Quick Win เพื่อให้เกิดผลงานเป็นรูปธรรมแก่ประชาชนโดยเร็วที่สุดและจนถึงวันนี้ครบ 2 เดือนหรือ 60 วันพอดี ตนได้ทำตามนโยบาย Quick Win ที่ประกาศไว้สำเร็จ โดยขอแบ่งเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มแรก “วิจัยติดดิน กินได้” โดยดำเนินโครงการ “โดรนคนละครึ่งพลัส สู่สมาร์ทฟาร์มมิ่ง” เพื่อช่วยเหลือภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ให้ได้ประโยชน์ 4 ลด คือลดต้นทุนการผลิต – ลดการใช้แรงงาน – ลดเวลาในการทำงาน – ลดความเสี่ยงสารเคมีต่อสุขภาพและ 4 เพิ่ม คือเพิ่มผลผลิตต่อไร่ – เพิ่มรายได้เกษตรกร – เพิ่มความแม่นยำในการพ่น/หว่าน – เพิ่มคุณภาพชีวิตเกษตรกร โครงการโดรนคนละครึ่งพลัสฯ เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมา นำร่องใน 3 จังหวัด คือพระนครอยุธยา อ่างทองและปทุมธานี มีเกษตรกรได้รับประโยชน์กว่า 3,300 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 1 แสนไร่
กลุ่มที่สอง “วิทย์พิชิตภัย” ในสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ตนได้สั่งการให้จิสด้าใช้ดาวเทียมธีออส 1 และธีออส 2 รวมทั้งเครือข่ายโลก (Disaster Charter) ชี้พิกัดน้ำท่วม–จุดวิกฤตพร้อมกับส่ง “แผนที่นำทางน้ำท่วม” สนับสนุนการกู้ภัยแบบแม่นยำ ขณะเดียวกันให้ สสน. ใช้ “คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ ThaiWater” และ โทรมาตร วิเคราะห์/เตือนภัยล่วงหน้า 24–48 ชม.พร้อมจัดตั้ง War Room ชี้เป้าเมืองหาดใหญ่เพื่อติดตามสถานการณ์ต่อเนื่องทั้งในช่วงน้ำท่วมและช่วงการฟื้นฟูนอกจากนี้ ยังใช้ Traffy Fondue รวมคำร้องขอช่วยเหลือ เพื่อลดซ้ำซ้อนและไม่ให้มีการตกหล่นความช่วยเหลือจากภาครัฐ รวมทั้งใช้ GeoAI ช่วยฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ กู้วิกฤตน้ำท่วม และยังระดมทีมเทคโนโลยีให้การช่วยประชาชน
กลุ่มที่สาม “มหาวิทยาลัยสีเขียวสู่ Net Zero ปี 2050” โดยดำเนินการโครงการ “จากครัว…สู่เครื่อง” ด้วยการนำน้ำมันพืชที่ใช้แล้วมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืนร่วมกับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) โดยมีเป้าหมายให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศเป็นกลไกสำคัญและเป็นต้นแบบในการจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ กระทรวง อว.ได้สนับสนุนการตั้งจุดรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วในมหาวิทยาลัยนำร่องกว่า 20 แห่งทั่วประเทศมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงอากาศยาน
กลุ่มที่สี่ “Upskill–Reskill ครั้งใหญ่” ช่วยคนตกงาน พลิกโฉมแรงงานไทยสู่ตลาดงานยุคใหม่ โดยกระทรวง อว. ได้เปิด Upskill-Reskill ผ่านมหาวิทยาลัย หน่วยวิจัย ศูนย์เรียนรู้และแพลตฟอร์มทั่วประเทศในสาขาที่มีความจำเป็นเร่งด่วน อาทิ ไมโครอิเล็กทรอนิกส์, วิทยาการข้อมูลเชิงพื้นที่, ระบบราง, ดิจิทัล & AI ด้านสุขภาพ เป็นต้น มีทั้งหลักสูตรเสริมทักษะเร่งด่วน หลักสูตรระยะสั้นแต่ได้ผลระยะยาว ผ่านหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ & บัณฑิตพันธุ์ใหม่ เพื่อช่วยคนตกงานกลับสู่ตลาดแรงงานและยกระดับแรงงานสู่แรงงานสมรรถนะสูง โดยในปี 2568 สามารถพัฒนาทักษะให้กับแรงงานรวม 543,646 คน
กลุ่มที่ห้า “AI love U (เอไอเลิฟยู) เร่งพลังอนาคตไทย Accelerating the Future” ผมได้ลงนามประกาศกระทรวง อว. เรื่อง “แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ในหลักสูตรการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2568” เพื่อยกระดับการศึกษาให้ทันสมัย รองรับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงเร็ว เป้าหมายคือสร้างบัณฑิตที่มีทักษะพร้อมใช้ AI เป็น ควบคู่กับการพัฒนาระบบนิเวศการศึกษาไทยให้ทันสมัย ประกาศนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 ต.ค. 2568 นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการนำ AI มาใช้ประโยชน์ในหลายด้าน เช่น การเฝ้าระวังสุขภาพปอดเชิงรุกด้วย AI Chest X-ray เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงการตรวจสุขภาพปอดของประชาชนอย่างเท่าเทียม โดยจะขยายการใช้ AI Chest X-ray สู่ 300 โรงพยาบาล คัดกรองประชาชนในพื้นที่ห่างไกลมากกว่า 300,000 คน อีกทั้งโครงการ “AI คนละครึ่ง” ช่วยสนับสนุนค่าใช้บริการ AI ไทย 50% ให้บริษัทเจ้าของนวัตกรรมภายในเวลาไม่เกิน 1 ปี รวมถึงสนับสนุนโครงการ Super AI Engineer ซึ่งปีล่าสุดมีผู้สมัครกว่า 12,000 คน และก่อให้เกิดผลงานประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์หลายร้อยโครงการ
“AI คือ “อนาคต” และกระทรวง อว. คือ “สะพานเชื่อม” สู่โลกยุคใหม่ แคมเปญ AI love U คือการ “สร้างคน” ให้พร้อมกับเศรษฐกิจ AI ตั้งแต่เยาวชน นักศึกษา สตาร์ทอัพ จนถึง SMEs ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้แนวคิด “ก้าวสู่อนาคตใหม่” ด้วยนโยบายที่ให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน เพื่อให้ประเทศไทยพร้อมแข่งขันอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายสุรศักดิ์ กล่าว

ภายใต้นโยบาย Quick Win ของกระทรวง อว. หน่วยงาน บพค. เป็นส่วนหนึ่งในกลไกการขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนทักษะสูงตาม Demand-driven เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยร่วมกับสภาอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัย และบริษัทอุตสาหกรรมไทยหรือต่างประเทศที่มีที่ตั้งในประเทศไทย ผ่านกลไก Upskill-Reskill ที่ไม่ใช่แค่การอบรมทักษะทั่วไป แต่เป็นระบบที่ดึงบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาร่วมกำหนดสเปคและทักษะที่ต้องการ ภายใต้โครงการพัฒนากำลังคนเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อสร้าง “งานใหม่ ทักษะสูง รายได้ดี” ให้คนไทยก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตทันที ผ่านแนวนโยบาย “สร้างคนก่อน เพื่อดึงการลงทุนตามมา” ซึ่ง บพค. ตั้งเป้าหมายการพัฒนากำลังคนทักษะสูง เป็นจำนวนกว่า 7,500 คนภายใน 2 ปี (พ.ศ. 2568 – 2569) ครอบคลุม 3 อุตสาหกรรมอนาคต Semiconductor, EV และ AI รวมทั้งจัดทำแผนการส่งเสริมธุรกิจ AI และนักพัฒนาไทยให้สามารถเข้าสู่ AI Industry Value Chain ของโลกได้ โดยกำหนดเป้าหมายผลลัพธ์อย่างชัดเจนว่า อย่างน้อย 50% ของจำนวนผู้สำเร็จโครงการต้องได้รับการจ้างงานใหม่ (New Hiring) หรือได้รับการปรับอัตราค่าตอบแทน (เงินเดือน) สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอย่างน้อย 2%
สำหรับ Quick Win ในระยะที่ 1 นี้ บพค. พัฒนากำลังคนตามบริบทของ Value Chain ของอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีบทบาทอยู่ตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ กว่า 5,000 คน สำหรับด้านเซมิคอนดักเตอร์ สนับสนุนในอุตสาหกรรมด้าน IC Design PCB Design และ Electronic Devices จำนวนกว่า 900 คน ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) สนับสนุนในอุตสาหกรรม Cloud AI Provider, System Integrator และ AI Adopter จำนวนกว่า 3,300 คน ด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) สนับสนุนในอุตสาหกรรมปลายน้ำ EV Service ศูนย์บริการ จำนวนกว่า 800 คน โดยมีความร่วมมือกับบริษัทชั้นนำระดับโลกอย่างเช่น Infineon, Silicon Craft Technology, Western Digital Technology, Seagate Technology, Evolt Technology, PTT Oil and Retail Business, บริษัท ไฟร์ วัน วัน จำกัด, บริษัท เดฟโดรนแมพเปอร์ จำกัด และ Amazon Web Services เป็นต้น ตลอดจนบริษัทไทยชั้นนำ
ท้ายนี้ กระทรวง อว. โดย บพค. เน้นย้ำว่า เป้าหมายโครงการที่กล่าวมาข้างต้นมิใช่เพียงแค่การฝึกอบรม แต่เป็นโอกาสการทำงานที่มั่นคง การยกระดับรายได้ของคนไทยเพื่อนำไปสู่การเพิ่ม GDP ที่สูงขึ้นผ่านการพัฒนากำลังคนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ EV และ AI เปลี่ยนจากประเทศไทยที่ “ซื้อเทคโนโลยี” ไปเป็นประเทศที่ “ผลิตคน–สร้างเทคโนโลยี–ดึงการลงทุน” ถ้าเรามีกำลังคนทักษะสูงเพียงพอ ประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรมในอุตสาหกรรมอนาคตของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง
นี่คือโอกาสของคนไทย และเป็นอนาคตของเศรษฐกิจไทยที่เราจะสร้างร่วมกัน

หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน
และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา
การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.)

Program Management Unit for Human Resources & Institutional
Development,Research and Innovation (PMU-B)

319 อาคารจัตุรัสจามจุรี ชั้น 14 ถนนพญาไท แขวงปทุมวัน
เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
02-109-5432 ต่อ 845
[email protected]

ช่องทางการติดต่อสารบรรณของหน่วยงาน :
[email protected]

      ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่