เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร จัดเสวนาวิชาการ เรื่อง นวัตกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีอัจฉริยะ: กุญแจสู่การรับมือภัยพิบัติและการยกระดับการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม การจัดการภัยพิบัติ และการยกระดับการเกษตรประเทศไทย โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศร่วมกับเทคโนโลยีอัจฉริยะ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ อินเทอร์เน็ตสรรพสิ่ง (Internet of Things; IoTs) อากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicle; UAV) และการสำรวจระยะไกล เพื่อยกระดับเศรษฐกิจเกษตรและการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยการเสวนาในวันนี้มุ่งสร้างความตื่นตัวและตระหนักรู้แก่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน รวมถึงนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป รวมถึงเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นระหว่างวิทยากรและผู้เข้าร่วมการเสวนา ภายในงานมหกรรม “อว.แฟร์ 2025 : SCI POWER FOR FUTURE THAILAND Creators of Tomorrow” กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 9-17 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพมหานครฯ โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมการเสวนาวิชาการครั้งนี้กว่า 100 คน
โอกาสนี้ ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการ บพค. ได้กล่าวเปิดการเสวนา และชี้แจงวัตถุประสงค์ของการจัดเสวนา พร้อมชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นแนวหน้า เทคโนโลยีอวกาศ เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ และเทคโนโลยีขั้นสูงสมัยใหม่ เพื่อการจัดการปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และการเกษตร รวมถึงการแก้ปัญหาท้าทายทางสังคม ซึ่งสอดคล้องตามภารกิจของ บพค. ที่ขับเคลื่อนภายใต้แผนงาน P19 ของแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2566-2570 อีกทั้งการเสวนาครั้งนี้จะทำให้ บพค. ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับการกำหนดทิศทางการสนับสนุนงานวิจัยต่อไป
ภายในงานเสวนานี้ บพค. ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญจากภาคีวิจัยโลกอนาคตแห่งประเทศไทย (Future Earth Thailand) มาร่วมเสวนาให้ความรู้และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นอย่างกว้างขวางถึงขีดความสามารถและช่องว่างทางเทคโนโลยีในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและการรับมือภัยพิบัติ ตลอดจนการยกระดับการเกษตรให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ในหัวข้อเรื่อง “นวัตกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีอัจฉริยะ: กุญแจสู่การรับมือภัยพิบัติ” ซึ่งครอบคลุมทั้งการติดตามคุณภาพอากาศและปัญหาฝุ่นละออง การพยากรณ์คลื่นพายุซัดชายฝั่ง ระบบตรวจวัดแผ่นดินทรุดแบบแม่นยำ และการคาดการณ์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยมีวิทยากรร่วมเสวนา ได้แก่
ซึ่งการเสวนาได้สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการพัฒนาองค์ความรู้ การเพิ่มทักษะและสมรรถนะกำลังคน การยกระดับการวิจัยในการรับมือกับสภาวะอากาศที่รุนแรงขึ้นจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ของโลก และยังต้องการการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนเพื่ออุดช่องว่างการพัฒนาเทคโนโลยีที่ตรงเป้าหมายต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาในหัวข้อเรื่อง “พลิกโฉมอุตสาหกรรมปาล์มและยางพาราด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อยกระดับการเกษตรอย่างยั่งยืน” เป็นการเสวนาที่สะท้อนถึงความจำเป็นในการยกระดับระบบการเกษตรของไทยให้ผ่านมาตรฐานสากล โดยใช้เทคโนโลยีอวกาศร่วมกับเทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่ ได้แก่ มาตรฐาน Roundtable on Sustainable Palm Oil สำหรับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน และมาตรฐาน Forest Stewardship Council และข้อกำหนด EU Deforestation Regulation สำหรับอุตสาหกรรมยางพารา รวมถึงการจัดการ Carbon stock เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจการเกษตรของประเทศ และลดกำแพงการกีดกันทางการค้าในเวทีโลก โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.บัญชา สมบูรณ์สุข รองศาสตราจารย์ ดร.นพรัตน์ บำรุงรักษ์ และ รองศาสตราจารย์ ดร.เกื้ออนันต์ เตชะโต จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
โดยการเสวนาทั้ง 2 ช่วงนี้ ได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชินวุธ พิพัฒน์ภานุกูล และ ดร.กฤติยา อนุวงศ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ และในช่วงหนึ่งของการเสวนา ดร.ดำรงค์ฤทธิ์ ได้ให้ข้อมูลและข้อคิดเห็นที่สำคัญว่า “ขีดความสามารถในการบริหารเทคโนโลยีเพื่อจัดการภัยพิบัติของประเทศไทยอยู่ในระดับแนวหน้าของอาเซียน แต่ช่องว่างสำคัญที่มีผลอย่างมากต่อการรับมือกับภัยพิบัติ คือ การขาดข้อมูลที่เป็น local data set ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาแบบจำลองให้มีความแม่นยำและเหมาะสมกับบริบทของประเทศ และการขาดการบูรณาการข้อมูลจากหลายแหล่งเพื่อใช้ในการวางแผนการป้องกันหรือรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ นโยบายทางภาครัฐยังให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาและเตรียมความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติไม่ครอบคลุมทั้งในเชิงประเด็นปัญหาและเชิงพื้นที่ รวมถึงนโยบายการสนับสนุนการแก้ปัญหายังขาดความต่อเนื่อง ด้วยเหตุที่ประเทศไทยนั้นยังแทบไม่มีหลักฐานอันปรากฏชัดเจนถึงการศึกษาวิจัยด้าน Human Science ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาพฤติกรรมการตอบสนองของผู้ที่ประสบภัยพิบัติหรือผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการออกแบบแผนการรับมือกับภัยพิบัติได้”
การเสวนาในครั้งนี้ได้สะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมด้านเทคโนโลยีอวกาศที่มีการประยุกต์ใช้ร่วมกับเทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่อบรรเทาและแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การจัดการภัยพิบัติ และการยกระดับการเกษตรของประเทศไทย สำหรับ บพค. ในฐานะหน่วยงานให้ทุนที่มีพันธกิจในการสนับสนุนทุนสำหรับพัฒนาบุคลากรสมรรถนะสูงและงานวิจัยขั้นแนวหน้า มีความพร้อมอย่างยิ่งในการส่งเสริมเทคโนโลยีและขยายความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสังคมอย่างยั่งยืนในอนาคต ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีระบบโลกและอวกาศ เทคโนโลยีดาวเทียม และเทคโนโลยีที่แก้ปัญหาท้าทายทางสังคม